ตอนที่ ๓
ข้อ ๘. สุบินว่า " ได้เห็นกระออมใหญ่ใบหนึ่งมีน้ำเต็ม และมีโอ่งเปล่าล้อมกระออมใหญ่อยู่หลายใบ มีคนมาตักน้ำจาก ๘ ทิศ เทลงในกระออมที่มีน้ำเต็มอยู่แล้ว แทนที่จะเทลงในโอ่งเปล่าที่ไม่มีน้ำ ดังนั้นน้ำในกระออมจึงไหลล้นออกมา " ทรงพระพุทธทำนายว่า " คนที่รวยอยู่แล้วยิ่งมีคนยากจนมาหารายได้ให้ หรือส่งเสริมให้รวยมากขึ้น การที่คนจนมาทำงานส่งเสริมให้คนรวย แทนที่จะสร้างฐานะให้ตนเองร่ำรวยก็เหมือนคนที่มาตักน้ำใส่กระออมอันมีน้ำเต็มอยู่นั่นเอง
คงไม่ต้องอธิบายเพิ่มให้มากความ เพราะทุกวันนี้ก็เห็นกันอย่างชัดเจนอยู่แล้ว ว่าอัตราส่วนคนจนกับคนรวยนั้น ห่างกันมากขนาดไหน ไม่งั้นคงไม่มีเพลงมาร้องปาว ๆ ว่า "เรามันจนก็ต้องจนต่อไปใครจะรวยเท่าไรก็ปล่อยให้รวยเสียให้เข็ด"
ข้อ ๙. สุบินว่า "สระใหญ่แห่งหนึ่งมีบัวนานาชนิดขึ้นอยู่เต็ม มีท่าขึ้นลงอยู่รอบสระ สัตว์ต่าง ๆ พากันลงมาดื่มน้ำในสระ แต่แทนที่ริมสระน้ำจะขุ่น เพราะสัตว์ลงมาดื่มกิน น้ำกลับใส ส่วนที่กลางสระที่สัตว์ต่าง ๆ พากันไปไม่ถึงนั้นแทนที่น้ำจะใสกลับขุ่นคลั่ก" ทรงพระพุทธทำนายว่า" ต่อไปผู้เป็นใหญ่ในประเทศจะไม่ตั้งอยู่ในธรรม มักรีดนาทาเร้นราษฏรในเมืองหลวง ทำให้ราษฏรทนไม่ได้ก็เลยอพยพไปอยู่ยังชายแดนหมด เมืองหลวงก็ว่างเปล่าไม่มีคนส่วนชายแดนหนาแน่นด้วผู้คน เหมือนกลางสระน้ำขุ่นริมสระน้ำใสนั้น"
ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายก่อนเสียกรุง มีผู้คนไม่น้อยที่อพยพหลบหนีภัยสงครามบ้าง ภัยจากพวกขุนนางขี้ฉ้อบ้าง ออกไปอยู่นอกเมือง หรือจะเรียกว่า "เข้าไปอยู่ในป่าก็ได้" แม้กระทั่งพระยาวชิรปราการ หรือ พระยาตาก (สิน) ก็ยังรวบรวมสมัครพรรคพวก ฝ่าวงล้อมพม่าออกไปตั้งมั่นยังหัวเมืองชายฝั่งตะวันออกเลยเพราะทนความเหลวแหลกของผู้เป็นใหญ่ในสมัยนั้นไม่ไหว
มาดูในสมัยปัจจุบันบ้าง ผมกับท่านผู้อ่านยังนับว่าโชคดีที่ได้อพยพมาอยู่อเมริกา มีเจ้าของตึกสูงเสียดฟ้าคนหนึ่ง ต้องขายกิจการ และทรัพย์สินทั้งหมด อพยพตัวเองและครอบครัวไปอยู่ต่างประเทศ เพราะทนต่อระบบการขอบริจาคที่คุณไม่ควรปฏิเสธ ไม่ไหว โลกของเราแคบลง หนีไปชายแดนก็คงจะหนีไม่พ้น หนีไปอยู่บ้านอื่นเมืองอื่นเสียเลย สงสารพี่น้องชาวไทยอีกหลายคน ที่อุตส่าห์ไปทำหนังสือเดินทางทิ้งเอาไว้ เพื่อปลอบใจตนเองว่า สักวันคงได้ไปอยู่ไปทำงานต่างประเทศกับเขาบ้างแล้วผลออกมาเป็นอย่างไรท่านผู้อ่านลองนึกต่อทีเถอะครับ
ข้อ ๑๐. สุบินว่า "เห็นข้าวหุงในหม้อใบหนึ่ง มี ๓ อย่าง คือ ข้างหนึ่งดิบ ข้างหนึ่งเปียก อีกข้างหนึ่งเป็นท้องเลน" ทรงพระพุทธทำนายว่า" ต่อไป เมื่อคนไม่อยู่ในศีลธรรมแล้ว ฝนก็จะไม่ตกโดยทั่วถึง ส่วนที่ไม่ตกเลย ข้าวกล้าก็เหี่ยวแห้ง ส่วนตกพอดีข้าวกล้าก็งอกงาม เหมือนข้าวสุกในหม้อเดียวกันมีเป็น ๓ อย่าง"
ข้อ ๑๑ . สุบินว่า " เห็นคนเอาแก่นจันทน์ ราคาแสนตำลึง ไปแลกกับนมโคที่เสีย"
ทรงพระพุทธทำนายว่า "ต่อไปภิกษุอลัชชี ไม่มียางอาย จะนำธรรมที่ตถาคตกล่าวติเตียนความโลภ ไปแสดงให้คนอื่นละความโลภ แล้วพากันบริจาคจตุปัจจัยให้แก่ตน ภิกษุอลัชชีเหล่านั้นจะเที่ยวไปนั่งแสดงธรรมในที่ต่าง ๆ เพื่อหวังลาภ เหมือนคนเอาแก่นจันทน์อันมีค่า (ธรรมของพระพุทธองค์)ไปแลกกับนมโคเสียฉะนั้น(ทรัพย์สินเงินทองที่คนพากันมาบริจาค)"
ผมไม่ทราบเหมือนกันว่า การติดกัณฑ์เทศน์ หรือ การถวายจตุปัจจัยไทยทาน แก่พระภิกษุสงฆ์ที่นั่งแสดงธรรมบนธรรมมาสน์นั้น เริ่มมีมาแต่สมัยใด เพราะผมเชื่อแน่ว่า ในสมัยพุทธกาลไม่มีการกระทำเช่นนี้ ในบรรดาเหล่าอุบาสกอุบาสิกาแน่นอน มิเช่นนั้นพระพุทธองค์ ท่านคงไม่ทรงมีพุทธทำนายเช่นนี้
ในเกร็ดประวัติตอนหนึ่งของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี แห่งวัดระฆังโฆสิตาราม กรุงเทพ ฯ เนื่องจากท่านเป็นพระนักเทศน์ หรือ "ธรรมกถึกเอก" ในสมัยนั้น กิจนิมนต์การเทศน์ของท่านจึงมีมาก ไปเทศน์ครั้งหนึ่ง ๆ ได้ข้าวของเครื่องใช้ ผลหมากรากไม้ เป็นลำเรือทีเดียว แต่ท่านก็หาได้มีความโลภในอามิสที่ได้รับไม่ อย่างเช่นคราวหนึ่งในขณะที่กลับมาถึงวัดหลังกิจนิมนต์เทศน์ เจ้าลูกศิษย์วัดสองคนที่ช่วยกันพายเรือพาท่านไปนั้น ได้เกิดเถียงกันในส่วนแบ่งข้าวของที่ติดกัณฑ์เทศน์ว่า" กองนี้ของข้าส่วนกองนั้นเป็นของเอ็ง " เจ้าอีกคนหนึ่งเห็นว่ากองที่ตนได้มันน้อยไม่คุ้มค่าเหนื่อย ก็เกี่ยงงอนว่า "เฮ้ยไม่ได้ ของข้าต้องกองนี้ เอ็งเอากองนั้นไป " เถียงกันอยู่นั่นแหละครับ จนสมเด็จโตท่านคงรำคาญ เลยตัดบทพูดสัพยอกไปว่า "แล้วของฉันล่ะกองไหน ?" เท่านั้นแหละครับถึงยุติการถกเถียงกันลงไปได้ เพราะในการไปเทศน์แต่ละครั้งนั้น ท่านไม่ได้เคยนึกอยากจะไปเทศน์เพราะหวังในอามิสแม้แต่ครั้งเดียว ข้าวของที่ได้มา ลูกศิษย์มักจะแบ่งกันไป หรือไม่เช่นนั้นท่านก็จะนำไปให้พระ เณร รูปอื่น หรือคนยากไร้ ทุกครั้งไป นี่แหละครับ "เนื้อนาบุญอันเลิศของโลก" ที่แท้จริง และหาได้ยากในสมัยปัจจุบัน
บทความที่ผมเขียน ได้พยายามอย่างยิ่งที่จะไม่กล่าวพาดพิง หรือวิพากษ์วิจารณ์บุคคลหนึ่งบุคคลใดหรือสาบันใดๆ ให้เกิดการเสียหาย เท่าที่ยกตัวอย่างเปรียบเทียบให้เห็นจริงนั้นเนื่องจากไม่สามารหาสิ่งใดมาเปรียบแทนได้ ดังนั้น หากมีสิ่งใดพลาดพลั้งล่วงเกินไปบ้าง ผมก็ต้องขอขมากรรมต่อทุกท่านที่พาดพิงถึง ไว้ ณ โอกาสนี้ ขอได้โปรดอโหสิกรรม พบกันใหม่ในสุบินนิมิตที่เหลืออีก ๕ ข้อ ตอนหน้าครับ
ตอนที่ ๔
ข้อ ๑๒. สุบินว่า " ได้เห็นน้ำเต้าที่เขาคว้านไส้ออก เหลือแต่เปลือกเปล่า ซึ่งควรจะลอยน้ำแต่กลับจมดิ่งลงในน้ำ " ทรงพระพุทธทำนายว่า "ต่อไปถ้อยคำของคนชั่ว ไม่มีศีล ไม่มีธรรม จะมั่นคง ส่วนถ้อยคำของคนดีมีศีลธรรม จะอับเฉา เหมือนน้ำเต้าเปล่า แต่จมน้ำฉะนั้น "
ข้อนี้หากให้ผมวิจารณ์ คงต้องออกชื่อ "สมี" หลายต่อหลายคนแน่ เป็นอันว่าไม่วิจารณ์ดีกว่านะครับ ใครจะศรัทธาใครเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล ผมไม่อยากขัดศรัทธาใคร เพราะรังแต่จะเกิดโทษมากกว่าประโยชน์สู้เอาเวลาไปขัดเกลากิเลสตนเองจะดีกว่า
ข้อ ๑๓. สุบินว่า "ได้เห็นหินก้อนใหญ่ ประมาณเท่าเรือน ลอยอยู่บนผืนน้ำ เหมือนสำเภาหรือเรือใหญ่ ๆ ฉะนั้น "ทรงพระพุทธทำนายว่า" ต่อไปคนดีมีศีลธรรมจะไม่มีใครเคารพนับถือ จะเคารพนับถือแต่คนชั่วไร้ศีลไร้ธรรม เหมือนหินลอยน้ำฉะนั้น
ข้อนี้ต้องรอการพิสูจน์ในอนาคต เพราะปัจจุบันนี้คนดีมีศีลธรรมยังมีคนเคารพนับถืออยู่ ถึงแม้จะมีบางกลุ่มที่เคารพคนชั่วไร้ศีลธรรมก็ตาม หากวันใดไม่มีใครนับือคนดีมีศีลธรรมแล้วล่ะก็ โลกของเราคงต้องถึงกาลวิบัติแน่
ข้อ ๑๔. สุบินว่า "เห็นนางเขียดเล็กตัวหนึ่ง วิ่งไล่งูเห่าตัวใหญ่ไปโดยกำลังเร็ว แล้วกัดงูเห่ากลืนกิน" ทรงพระพุทธทำนายว่า "ต่อไปสามีจะอยู่ในอำนาจของภรรยา จะถูกภรรยาด่าว่าเช่นคนรับใช้เหมือนนางเขียดกินงูเห่าฉะนั้น" ข้อนี้ จะเรียกว่า "ภรรยาธิปไตย" ก็อาจจะไม่ถูกต้องนัก เป็นอันว่า ใครที่ตกอยู่ในสภาพเดียวกับผม ก็ถือเสียว่าอยู่สมาคมคนรักเมีย โดยอุปโลกน์ผมเป็นนายกสมาคมก็แล้วกันนะครับ
ข้อ ๑๕. สุบินว่า "ได้เห็นหงส์ทองแวดล้อมด้วยกาในที่ต่างๆ " ทรงมีพระพุทธทำนายว่า " ต่อไปผู้มีตระกูลจะต้องเที่ยวประจบสวามิภักดิ์ผู้ไม่มีตระกูล เหมือนหงส์ทองแวดล้อมด้วยกาฉะนั้น "
เป็นไปได้ครับ ถ้าผู้ด้อยตระกูล เกิดถูกหวยรวยล็อตโต้ขึ้นมา จะจ้างบริวารที่สูงส่งด้วยศักดิ์ตระกูลแต่ด้อยด้วยสินทรัพย์มาเป็นข้ารับใช้ ห้อมล้อมหน้าหลังเท่าไรก็ได้ ตราบใดที่สังคมยังให้ความนับถือเงินตราว่า เป็น "พระเจ้า" อย่างที่ใครเขาพูดกันว่า "คนมีเงินทำอะไรไม่น่าเกลียด" ไงล่ะครับ
ข้อ ๑๖. สุบินว่า "ได้เห็นแพะไล่ติดตามเสือเหลือง แล้วกินเสือเหลืองเสีย ภายหลังเสืออื่น ๆ เห็นแพะแต่ไกลก็เกิดความหวาดกลัว พากันวิ่งหนีหลบซ่อนไปในที่ต่างๆ" ทรงมีพระพุทธทำนายว่า "ต่อไปศิษย์จะสู้ครูผู้น้อยจะข่มเหงผู้ใหญ่ คนดีจะถูกคนชั่วเบียดเบียนและจะต้องหลบหลีกซ่อนเร้นไปเพราะกลัวเหมือนเสือหนีแพะฉะนั้น"
จากพุทธทำนายทั้ง ๑๖ ข้อ จะสังเกตเห็นได้ว่า "เมื่อความเจริญทางด้านวัตุมีมากขึ้นเท่าไร ในส่วนที่เป็นความเจริญในด้านจิตใจ ก็จะต่ำทรามลงมากเท่านั้น และจะต่ำถึงที่สุดถึงขั้นกลียุคเลยทีเดียว " ในสมัยพุทธกาลหรือโบราณกาลนั้น สังคมมนุษย์อยู่ด้วยกันอย่างสันติสุข เพราะสภาพสังคมที่เอื้ออำนวยในทางที่ดี อยู่ในครรลองของศีลธรรม ไม่ว่าจะเป็นสถาบันครอบครัว ที่มีสามี(พ่อ)เป็นหัวหน้าครอบครัว หรือ "ช้างเท้าหน้า " มีภรรยา (แม่) เป็นผู้คอยให้การสนับสนุน ช่วยดูแลบ้านเรือน อบรมกุลบุตร กุลธิดา และบ่าวไพร่ในบ้าน ให้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ด้วยหลักแห่งพระพุทธศาสนา และจารีตประเพณีที่งดงาม เมื่อหน่วยที่เล็กที่สุดของสังคม สงบสุขเรียบร้อยแล้ว สังคมโดยส่วนรวมย่อมจะสงบสุขเรียบร้อยไปด้วยเช่นเดียวกัน
แต่ยุคปัจจุบัน พุทธทำนายของพระพุทธองค์ได้ปรากฎเด่นชัดให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่เสื่อมของจิตใจที่ไม่ตั้งมั่นอยู่ในศีลธรรม ก่อให้เกิดความปั่นป่วนวุ่นวาย ไม่สงบสุขเหมือนดังแด่ก่อน ซึ่งเราท่านจะไปตีโพยตีพายโทษใครคนหนึ่งคนใดหาได้ไม่ เพราะมันเป็น "วัฎจักรแห่งธรรม" (ธรรมชาติ) มันย่อมมีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป แม้แต่พระพุทธศาสนาของพระบรมศาสดาเอง เมื่อพระพุทธองค์ได้ทรงประกาศพระศาสนาแล้ว พระองค์ยังทรงมีพุทธพยากรณ์เกี่ยวกับอายุของพระศาสนาไว้เพียง ๕,๐๐๐ ปีเท่านั้น ซึ่งนับว่ามีอายุน้อยที่สุดในภัทรกัปป์นี้ก็ว่าได้ ครับ รายละเอียดในเรื่องนี้ผมจะนำมาเสนอแน่นอนในเร็ว ๆ นี้ อย่าพลาดที่จะติดตามนะครับ |